ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
งามบุปผาคณิกาล่มเมือง
งามบุปผาคณิกาล่มเมือง
อดีต ปัจจุบัน อนาคต

งามบุปผาคณิกาล่มเมือง

เรื่องงามบุปผาคณิกาล่มเมือง
นามปากกาFonfarsai
259
*ราคาบาทอ้างอิงจากการเติมผ่าน QR Code
  • 32 ตอน
    สารบัญ

  • 82.18K
    จำนวนคำ

  • 333
    จำนวนหน้า (A5)

  • 45
    ยอดวิว

  • PG ทั่วไป
    ระดับเนื้อหา

  • PDF/EPUB
    ประเภทไฟล์

  • 14 เม.ย. 69
    วันที่วางขาย

ใครจะไปคิดว่าอุบัติเหตุในคืนนั้น จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของนักเต้นรำมือหนึ่งในยุคปัจจุบัน ให้กลายไปเป็นบุปผางามแห่งราชวงศ์สีเลือด "หลินปิงปิง" นักเต้นรำสาวชื่อดังในยุคปัจจุบัน ประสบอุบัติ เหตุกลางเวทีการแสดง และ ถูกแรงบางอย่างดูดจิตวิญญาณข้ามภพ นางฟื้นขึ้นมาในร่างของ“เยี่ยซือหลาน”สตรีวัยสิบหกปี บุตรีของขุนนางใหญ่ ที่เพิ่งถูกประหารไปทั้งตระกูลด้วยข้อหากบฏเมื่อห้าปีก่อน ด้วยความทรงจำ และ สติปัญญาจากโลกเดิม หลินปิงปิงจึงค่อย ๆ เอาตัวรอดจากหอนางโลม ควบคุมชะตาตัวเองไว้ด้วยเสน่ห์ การแสดง และ การอ่านใจคน ไต่เต้าขึ้นมาเป็นคณิกาหมายเลขหนึ่งแห่งหอบุปผา ซึ่งได้ รับการยอมรับจากคนชนชั้นสูงทั่วทั้งใต้หล้า แต่เบื้องหลังของนาง กลับแฝงแผนการล้างแค้นเอาไว้อย่างแนบเนียน นางได้พบกับ “ท่านอ๋องจิ่น อวี้เหวินจิ่น” ชายหนุ่มผู้แสร้งว่าลุ่มลึกและเมตตา ชอบทำตัวเสเพต่อหน้าขุนนางในราชสำนัก แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นประมุขพรรคเงาลับ ผู้คิดล้มราชบัลลังก์ ทั้งสองจับมือเป็นพันธมิตร เยี่ยซือหลานใช้เสน่ห์สั่นคลอนราชสำนัก ขณะที่อวี้เหวินจิ่นได้แทรกซึมแผ่นดินผ่านกองกำลังใต้ดิน ในระหว่างนั้น ความผูกพันของทั้งสองกลับงอกงามท่าม กลางกลศึก ทั้งที่รู้ว่าหัวใจอาจเป็นจุดอ่อนเดียวของภารกิจลับนี้ จนเมื่อภารกิจสุดท้ายใกล้สำเร็จ ทั้งคู่ต้องเลือกระหว่าง“ความรัก” หรือ “การเปลี่ยนแปลงของแผ่นดิน!” .................. “ถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะเข้าใกล้บัลลังก์ให้มากกว่าการร่ายรำ” “หากเจ้าทำสำเร็จ ข้าจะผลักดันให้เจ้ามีอำนาจเหนือกว่าคณิกาทั้งแผ่นดิน และ ได้ล้างแค้นตามที่ใจเจ้าต้องการ ไม่ว่าเป้า หมายของเจ้าจะสูงเพียงใดก็ตาม” “แค้นของข้าไม่มีวันลืม แต่ข้าก็ไม่ยอมเป็นหุ่นเชิดให้ใคร หากข้าจะก้าวขึ้น ข้าจะก้าวด้วยขาของตัวเอง” “ดี!! จิ้งจอกที่ไม่มีเขี้ยวเล็บ ข้าย่อมไม่คิดจะเลี้ยงไว้” ................. “ขอต้อนรับว่าที่กุ้ยเหริน!” เสียงระฆังรับสนมดังขึ้นทั่ววังหลัง เยี่ยซือหลานก้าวลงจากเกี้ยวทองด้วยท่วงท่าอ่อนช้อย แต่กลับเปี่ยมอำนาจ สายตาเร้นรอยเยาะเย้ยของเหล่าสตรีในชุดสนมที่ยืนเรียงรายอยู่นั้น นางมองเห็นความริษยาได้ชัดเจนยิ่งกว่าดอกเหมยที่เหี่ยวเฉาในฤดูร้อน สนมฉินก้าวนำออกมา รอยยิ้มแฝงยาพิษประดับอยู่บนใบ หน้า “อ้อ...นี่หรือคณิกาจากหอบุปผา? ช่างกล้ามิใช่น้อย กิริยาเช่นนี้ไม่รู้เรียนมาจากตำราใดกันแน่ หรือจะเรียนจากหมอนหนุนกระมัง” เสียงหัวเราะของสนมเมิ่งตามมาติด ๆ “หน้าเจ้าช่างงามนัก แต่น่าเสียดาย ไม่รู้จะทนอยู่ในวังได้นานกี่คืน หรือแค่คืนเดียวแล้วก็หล่นจากบัลลังก์เตียงเสียแล้วกระ มัง” แต่เยี่ยซือหลานเพียงยิ้มนิด ไม่ลดตาต่ำลงตอบโต้ หากแต่เอ่ยด้วยน้ำเสียงไพเราะล้ำคล้ายจะกลั่นจากสายลม “น้องสาวเคยเป็นเพียงนางคณิกาผู้ต่ำต้อย หาได้มีอันใดไม่ แต่ฝ่าบาทกลับทรงโปรด มิต้องรอให้ถึงคืนที่สอง ก็ยกย่องถึงขั้นกุ้ยเหริน อาจเพราะบางสิ่งในตัวน้องสาว หาได้มีในเรือนร่างของพระสนมท่านใดไม่” เสียงกระซิบที่ห่อหุ้มไว้ด้วยเสน่ห์เย็นเยียบ ทำให้ใบหน้าสนมฉินแดงก่ำด้วยความโกรธ นางก้าวกระแทกพื้นเข้ามาอย่างเดือดดาล มือยกสูงหมายจะตวัดตบหน้าน้องใหม่ผู้ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง เพี๊ยะ! ไม่ใช่เสียงฝ่ามือปะทะแก้ม แต่คือเสียงข้อมือที่ถูกรวบแน่นในพริบตาโดยฝ่ามือของเยี่ยซือหลาน นางแนบใบหน้าเข้าไปใกล้ หยอกเย้าเสียจนกลิ่นหอมจากลมหายใจอ่อน ๆ ทำให้สนมฉินสะท้าน “คนเก่าคนแก่อย่างพวกเจ้ามีหรือจะสู้ของดี และ เด็กเผ็ดเช่นข้า” เสียงกระซิบกระแทกใจดังไล่ลมหู “เจ้าน่าจะระวัง อย่าให้ฝ่าบาทรู้ว่าพวกเจ้ากล้าทำร้ายคนของท่าน” ................. เรื่องนี้ไรท์ขอสปอยล์นิดหนึ่งนะคะว่า ดุเดือดเผ็ดมันไม่แพ้ใคร เอาชี้....ใครมันจะกล้ามายุ่งกับนางคณิกาคนนี้ ที่เคยถูกตราหน้าว่าต้อยต่ำแม้แต่พระสนม ที่ฮ่องเต้ทรงโปรดนักหนา นางยังเขี่ยให้ตกตำแหน่ง แล้วขึ้นไปอยู่ตำแหน่งสนมคนโปรดแทนได้ ในราชสำนัก เรื่องภายของวังหลังไม่มีคำว่าความรักอยู่ในนั้น เมื่อถึงเวลาที่ต้องเลือกระหว่างความรัก และ ความแค้น อันไหนจะสำคัญไปมากกว่ากัน โปรดติดตามกันต่อได้เลยนะคะในเรื่อง "งามบุปผาคณิกาล่มเมือง"