- เรื่องสั้น
- 12
- 0
- 0 (0)
"แต่จะว่าไปนะโยม... สมัยนี้นักบวชเราถ้าไม่เอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติ มัวแต่นั่งหลังค่อม จิ้มหน้าจอ ถูไถมือถือดูติ๊กต็อกกันทั้งวันล่ะก็... อย่าว่าแต่จะสำเร็จมรรคผลเลยโยม แค่จะขับไล่กิเลสในใจต
"แต่จะว่าไปนะโยม... สมัยนี้นักบวชเราถ้าไม่เอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติ มัวแต่นั่งหลังค่อม จิ้มหน้าจอ ถูไถมือถือดูติ๊กต็อกกันทั้งวันล่ะก็... อย่าว่าแต่จะสำเร็จมรรคผลเลยโยม แค่จะขับไล่กิเลสในใจต
เพลิงแห่งความพยายามของคนไกลบ้านนั้น ยังคงคุโชนอยู่ทุกเช้าค่ำ และจะไม่มีวันดับมอดลงตราบเท่าที่ใจยังถวิลหาบ้าน
โอ้หนอ... มนุษย์เมืองหลวง กว่าเราจะตระหนักรู้และหยุดดิ้นรน เพื่อสิ่งที่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีอะไรเหลือเลยนั้น... เราก็ต้องยอมเหนื่อยล้าจนสายตัวแทบขาด และเรี่ยวแรงเร่าร้อนในวัยหนุ่มสาว
วิสัยของสมณะ... ฝันย่อมเป็นเรื่องของจิตนิวรณ์ แต่ฝันกึ่งตื่นกึ่งนึกของเณรเคนในค่ำคืนนี้ มันช่างเสมือนจริงจนน่าใจหาย
ชาวบ้านเดือดร้อนเพราะฝนไม่ตก แต่ที่เดือดร้อนหนักกว่า คือใจมันร้อน ร้อนเพราะคนโกง ร้อนเพราะระบบไม่ยุติธรรม ร้อนเพราะโลกไม่เป็นอย่างใจ
เสียงพัดลมระบายอากาศในสำนักงานกฎหมายยังคงหมุนวนไปเรื่อย ๆ เหมือนจะตอกย้ำความจริงที่ว่า ในโลกของการค้า... 'ความจริง' และ 'คุณภาพ' อาจจะสร้างความร่ำรวยได้ช้า แต่ที่แน่ ๆ .....
ยามบ่ายวันนั้น แดดกล้าแผดเผาจนทุกสรรพสิ่งดูจะโรยราลงด้วยความร้อนระอุ ทว่าใต้ร่มเงาของต้นหูกวางใหญ่ริมสระน้ำ กลับให้ความร่มเย็นและสงบเงียบอย่างน่าอัศจรรย์
เช้าวันนี้ บรรยากาศที่ร้านกาแฟเฮียเพ้ง ดูจะสดชื่นกระปรี้กระเปร่าเป็นพิเศษกว่าวันวาน สาเหตุก็หาใช่เพราะเฮียแกเปลี่ยนเมล็ดกาแฟใหม่ หรือเทคนิคการชงที่พิสดารขึ้นแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพราะ "อาหมวยเล็ก
"โลกข้างนอกที่ฝนกำลังตกกับโลกข้างในใจ ที่เณรเพิ่งไปเที่ยวมาน่ะ มันต่างกันบ้างไหม?" เณรเคนนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ "ต่างกันครับหลวงตา
“เสียงวิญญาณนั่นยังดังแว่วมาตามลมว่า ‘การลงโทษที่แท้จริงไม่ใช่ไฟนรกที่ไหนหรอก แต่มันคือความจริงที่ตามหลอกหลอน ว่าความโลภมันทำให้เราตายทั้งเป็น แม้หลังความตาย... ท้องก็ยังไม่อิ่ม’”
พระภิกษุสามเณรเราเนี่ย ถ้าเช้ามืดลุกขึ้นมาขัดเกลาใจ ประคองจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ที่เป็นกุศล มีศีลบริสุทธิ์ มีสมาธิหนุนอยู่ข้างใน จิตมันจะเหมือนกระแสไฟที่มีกำลังสูง"
"บารมีสิบไม่ได้ทำทีละข้อเหมือนบันไดสิบขั้น แต่ทำข้อเดียวให้แจ่มแจ้ง ข้ออื่น ๆ มันจะวิ่งมารวมตัวกันเองเหมือนสหกรณ์
'ถ้าแก้กรรมด้วยแบงก์พันได้จริงๆ ป่านนี้เมืองเราคงไม่มีคนจน คนเจ็บ หรือคนติดคุกเหลืออยู่แล้วล่ะพี่... สงสัยพวกนั้นคงลืมพกกระเป๋าสตางค์มาวัดมั้ง!'"
คดีแรงงานน่ะมันไม่ใช่แค่เรื่องหาเงินไปซื้อข้าวสาร แต่มันคือการยืนยันว่าถึงเราจะเป็นน็อตตัวเล็กๆ ในโรงงาน แต่เราก็น็อตที่มีหัวใจและมีราคาที่ต้องจ่าย... ถ้าใครคิดจะถอดทิ้งส่งเดช”

“คนเรามักเก่งเรื่องการจัดฉากให้คนอื่นดู แต่ลืมไปว่า...ท้ายที่สุดแล้ว บนกองฟืนนั้น เราต่างก็เหลือเพียงเถ้ากระดูกเท่ากันหนึ่งกำมือ จะเผาด้วยเครื่องเพชรหรือเผาด้วยกิ่งมะม่วง ผลลัพธ์มันก็คือความว่าง
คดียาบ้าในซอยเปลี่ยว... จึงไม่ใช่แค่เรื่องของบันทึกประจำวันของสถานีตำรวจ หรือมาตราในประมวลกฎหมายอาญา หากแต่มันคือหนึ่งในบทละครชีวิตบทเตี้ย ๆ ของคนเมืองหลวง ที่ยังคงเปิดวิกแสดงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทนายหนุ่มตระหนักดีว่า บทละครชีวิตฉากนี้ แม้จะจบลงด้วยตัวอักษรในสมุดคำพิพากษาอันศักดิ์สิทธิ์แล้วก็ตาม แต่ในใจของผู้คนภายนอกนั้น... มันยังคงต้องเล่นต่อไปอีกยาวนาน กว่าฉากสุดท้ายจะยอมปิดม่านลง
